Quick Login


ติดต่อลงโฆษณา




Author Topic: เคยสงสัยกันมั้ยกับการไหว้พระด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ว่าหมายถึงอะไร  (Read 5308 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline ☆สาวภูไทหัวใจเซิ้ง™

  • Mod - -*
  • นักโพสคุมซอย
  • ***
  • Posts: 1006
  • คะแนนรวม: 7430
  • วันเวลา..ฆ่าความคิดถึงบ่ตาย
การไหว้พระด้วยดอกไม้ ธูป เทียน
เคยสงสัยตั้งแต่เด็กกับการไว้พระด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ว่าหมายถึงอะไร

เอาตั้งแต่การจุดธูปทำไมต้องเป็น 3 ดอก ถ้าถามคุณครูก็จะได้รับคำตอบว่า บูชา “พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์” …อือ

แล้วทำไมต้องจุดเทียน “เพื่อให้แสงสว่างแห่งชีวิต” …อือ

แล้วทำไมต้องมีดอกไม้ “…..” คุณครูครับ ตอบก่อน อย่าเพิ่งจากไป

ใครสงสัยก็เริ่มหาคำตอบได้เลย เริ่มจากการศึกษาในแนวอภิมหาปรัชญาอมตะนิรันดร์กาล

การจุดธูปบูชาพระด้วยธูป 3 ดอก นั้นเพื่อบูชาพระพุทธ(ซึ่งหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)ดังนี้
หมายถึงพระพุทธคุณ ๓ ประการ ได้แก่ พระปัญญาคุณ  พระวิสุทธิคุณหรือพระบริสุทธิคุณ  และพระกรุณาคุณ   

ธูปดอกที่1.บูชาพระปัญญาคุณ หมายถึงความรู้ความฉลาดของพระพุทธเจ้าที่สามารถแหวกว่ายให้พ้นจากกองเพลิงกองไฟแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้  ซึ่งไม่มีใครสามารถทำได้แม้แต่คนเดียวในโลกนี้  มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่มีปัญญามีความรู้ความฉลาดที่สามารถนำพาพระองค์ให้พ้นจากกองทุกข์นี้ได้ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้  พระพุทธองค์ก็ทรงแสวงหาครูอาจารย์ผู้รู้ต่างๆ เพื่อที่จะได้สอนท่านให้รู้จักวิธีการหลุดพ้นจากกองทุกข์  แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยในโลกนี้แม้แต่คนเดียว  พระพุทธองค์จึงต้องใช้ความอุตสาหะความพยายาม ขันติความอดทน ทดลองไปเรื่อยๆ โดยอาศัยใช้เหตุใช้ผลใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของพระองค์ ลองผิดลองถูกไปจนกระทั่งในที่สุดก็พบทางที่จะนำพาไปสู่ความสงบสุข  ทางที่จะนำพาไปสู่ความสิ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างสิ้นเชิง
  
ธูปดอกที่2.บูชาพระวิสุทธิคุณหรือพระบริสุทธิคุณ ที่ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง หมายถึงพระทัยของพระพุทธเจ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลสตัณหาทั้งหลาย ที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยสติด้วยปัญญา พระทัยของพระพุทธองค์ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ทรงปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นที่ยังอยู่ในกองทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ไป ทรงอุทิศเวลาและสติปัญญาสั่งสอนสัตว์โลกโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากสัตว์โลกแม้แต่นิดเดียว การสั่งสอนของพระพุทธองค์แต่ละครั้งจะไม่มีบาตรวางไว้ข้างหน้าเพื่อเรี่ยไรกัณฑ์เทศน์เอาเงินเอาทองจากญาติโยม  นี่ไม่ใช่เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรมโดยไม่คิดเงินคิดทอง ไม่เรี่ยไรเงินทองจากผู้ฟัง  เพราะพระองค์มีพร้อมอยู่แล้วในพระทัยของพระองค์  พระพุทธองค์ทรงร่ำรวยด้วยพระอริยทรัพย์ ไม่มีทรัพย์อะไรจะเท่าเทียมกับพระอริยทรัพย์ที่มีอยู่ในจิตใจ  เพราะผู้ใดมีพระอริยทรัพย์อยู่ในจิตใจแล้วย่อมมีแต่ความอิ่มเอิบใจ มีแต่ความพอ เปรียบเหมือนกับตุ่มน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแล้ว  จะใส่น้ำเข้าไปเท่าไรน้ำก็จะล้นออกมา  นี่คือพระทัยของพระพุทธเจ้าผู้ที่มีความบริสุทธิ์ในจิตใจ  สั่งสอนสัตว์โลกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ปรารถนาแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากผู้ที่พระพุทธองค์ทรงช่วยเหลือ  แม้กระทั่งคำว่าขอบอกขอบใจหรือความสำนึกในบุญคุณพระพุทธองค์ก็ไม่เคยปรารถนา ไม่เคยหวังอะไรจากสัตว์โลกแม้แต่นิดเดียว
  
ธูปดอกที่3.บูชาพระมหากรุณาธิคุณ ที่ท่านได้ทรงนำความรู้เท่าทันนั้นมาเผยแผ่แก่มวลหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลายคือความสงสารที่พระพุทธองค์ทรงมีแก่สัตว์โลกทั้งหลายที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ธรรมและหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงเก็บพระธรรมที่ทรงรู้ทรงเห็นไว้ตามลำพัง  แต่ทรงอุทิศเวลาตลอด ๔๕ พรรษา คือตลอดเวลาของพระชนมายุที่เหลืออยู่ตั้งแต่วันตรัสรู้จนกระทั่งถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน  พระพุทธองค์ทรงใช้เวลานี้สั่งสอนสัตว์โลกให้รู้จักเรื่องบาปบุญ คุณโทษ เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ มรรค ผล นิพพาน  เรื่องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสั่งสอนแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายก็ยังจะต้องจมอยู่ในกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพราะไม่รู้จักทางออก เป็นเหมือนคนตาบอด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความสุข  อะไรคือเหตุที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ อะไรคือผลของการกระทำดีและชั่ว ไม่มีใครรู้กัน  

       แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และประกาศพระธรรมคำสอนแล้วจึงได้รู้กัน เมื่อได้ยินได้ฟังธรรมแล้วนำเอาไปปฏิบัติก็สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ หลุดพ้นจากทุกข์ได้ ดังที่พระอริยสงฆ์สาวกได้น้อมเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ  พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เปรียบเหมือนยารักษาโรค สัตว์โลกทั้งหลายเปรียบเหมือนคนไข้  ถ้าไม่มียารักษาโรค  ย่อมไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ จึงต้องอาศัยหมอที่มีความกรุณาอย่างพระพุทธองค์ประทานธรรมโอสถมาให้ เมื่อรับประทานแล้วก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย  นี่คือพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้า
อีกทั้งการที่ควันธูปซึ่งมีกลิ่นหอมก็มีแนวคิดเปรียบดังธรรมะซี่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ (หอม) ได้แผ่ขจรกระจายแผ่ไพศาลออกไป

       การจุดเทียน บูชาพระ 2 เล่ม เพื่อบูชาพระธรรรม ซึ่งแยกเป็นสองส่วนคือพระธรรมและพระวินัย
กล่าวโดยสรุปคือพระธรรมคือคำสอนในเรื่องของสภาพความเป็นจริงที่ปรากฎอยู่โดยทั่วไปซึ่งจะเรียกว่าธรรมชาติก็ไม่ผิดนัก ส่วนพระวินัยก็เป็นหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตให้เป็นสุขก็คือ “ศีล” นั่นเอง อีกนัยหนึ่งของการจุดเทียนก็เพื่อให้เกิดแสงสว่างขึ้นโดยนัยว่าคือแสงสว่างแห่งปัญญา ให้มีดวงตาเห็นธรรม

       ดอกไม้นั้นสื่อว่าบูชาพระสงฆ์ ซึ่งมีนัยว่าดอกไม้หลากหลายดอกนั้นมาจากหลากหลายที่ หลากหลายสี หลายสายพันธุ์เมื่อนำมามัดหรือร้อยรวมกันย่อมมีความงาม ดังพระสงฆ์ที่มาจากหลายเชื้อชาติ ต่างชนชั้น ต่างวรรณะ เมื่อมาอยู่รวมกันโดยมีพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องร้อยรวมย่อมมีความงามตามธรรมวินัย

       เรื่องดอกไม้นี้ในสมัยโบราณมักใช้ดอกบัว และต้องเป็นดอกบัวบานเท่านั้นที่ใช้เป็นเครื่องบูชา เพื่อให้สื่อความหมายถึง ขอให้ผู้ที่บูชาเป็นดังดอกบัวบาน (พระพุทธเจ้าทรงจำแนกประเภทของบุคคลไว้ 4 เหล่า โดยเปรียบกับดอกบัว) คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในธรรม  มาในยุคปัจจุบันการนำดอกบัวมาบูชาพระนั้นต้องไปซื้อหามาจากตลาด จึงปรากฎเป็นดอกบัวตูม (เหตุผลทางการตลาด) เราจึงพบเห็นธรรมเนียมของการจับจีบกลีบบัว เพื่อให้เป็นดั่งดอกบัวบาน ทั้งนี้การจับกลีบบัวนี้ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านจะจับกลีบจนถึงกลีบสุดท้ายในดอกเพื่อให้เห็นถึงเกสรดอกเลยทีเดียว

(ความเห็นส่วนตัว) เราจะไหว้พระโดยการจุดธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม และดอกไม้ (ถ้ามี) ก็นัยตามนี้ ส่วนการเคารพต่อผู้เสียชีวิตก็จะจุดธูปเพียงดอกเดียว

สำหรับธรรมเนียมการจุดธูปบูชาจำนวนอื่นๆ ไม่ว่าจะ 5 ดอก, 9 ดอก, 16 ดอก หรือมากถึง 108 ดอก เพื่อบูชาเทพ เทวดา แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน  ส่วนการบูชาตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียวนั้น มิใช่ว่าจะไม่เชื่อหรือว่าไม่เคารพต่อเทพ เทวดา แต่การบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระศาสดา เพราะพระองค์เปรียบดัง บรมครู ของเหล่าเทพ เทวดา และสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว

(เพิ่มเติม) การบูชานั้นพระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้ 2 อย่างก็คือ อามิสบูชา และปฏิบัติบูชา การจุดธูป เทียน ถวายดอกไม้ เพื่อไหว้พระนั้นถือเป็นอามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของต่างๆ ซึ่งมีอานิสงส์ไม่มากเท่าปฎิบัติบูชา คือการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

       พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ บุคคลผู้ปฏิบัติบูชา คือการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
มากกว่าการบูชาด้วยอามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของ

ดังนั้นก็ขอให้ทุกท่านได้หมั่นต่อการปฏิบัติบูชากันให้มากๆเข้าไว้เพื่อความเจริญแห่งชีวิต

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้



« Last Edit: May 08, 2010, 08:33:30 PM by ☆สาวภูไทหัวใจเซิ้ง™ »

Offline สุดเอื้อม®

  • Mod - -*
  • นักโพสคุมซอย
  • ***
  • Posts: 1491
  • คะแนนรวม: 1108
  • มารไม่มี บารมีไม่เกิด!!!
ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างค่ะ

Offline soraya09

  • นักโพสร่วมก๊วน
  • **
  • Posts: 150
  • คะแนนรวม: 9

Offline TUMsefe

  • นักโพสฝึกหัด
  • *
  • Posts: 82
  • คะแนนรวม: -1
I'm DJ

Offline C4

  • นักโพสขาประจำ
  • ***
  • Posts: 450
  • คะแนนรวม: -4

Offline วังหยกขาว

  • Mod - -*
  • นักโพสมือทอง
  • ***
  • Posts: 2761
  • คะแนนรวม: 1359
  • ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง

Offline ampjung

  • นักโพสขาประจำ
  • ***
  • Posts: 404
  • คะแนนรวม: 780
  • นักโพสฝึกหัด
    • http://speedtest.ookla.com/result/1888058889.png
อืมม!!  ได้ความรู้เพิ่มเติม

ประดับปัญญาดีครับ

ขอบคุณมาก

สาูธุ
นักโพสฝึกหัด : หากไฟล์ใดๆ ติด pass โปรดเข้าใจว่า เป็นชื่อผมนะคับ
เพราะบางครั้งอาจลืมบอกพาสไปบ้าง

Offline Smarukao

  • นักโพสหน้าใหม่
  • Posts: 43
  • คะแนนรวม: -1

Offline jameoo1

  • นักโพสฝึกหัด
  • *
  • Posts: 57
  • คะแนนรวม: 1

Offline jeudzeed

  • นักโพสฝึกหัด
  • *
  • Posts: 79
  • คะแนนรวม: 0

Offline Noo Yim

  • นักโพสหน้าใหม่
  • Posts: 11
  • คะแนนรวม: 0