Quick Login


Author Topic: LED TV เป็นอย่างไร มีกี่ชนิด  (Read 15 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline mainertimoteo

  • นักโพสหน้าใหม่
  • Posts: 38
  • คะแนนรวม: 0
คนไม่ใช่น้อยบางครั้งอาจจะได้ ยินคำว่า แอลอีดี จ้ะ คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นหลอดไฟ ซึ่งก็แน่นอนค่ะเป็นความเข้าใจที่ถูกแล้ว แอลอีดี ย่อมาจาก Light Emitting Diode ซึ่งเป็นบ่อเกิดแสงสว่าง เรียกว่า จิ๋ว{แต่|แต่ว่าแจ๋ว ทั้งที่หลอดเล็กแต่ให้พลังงานไฟสูงนั่นเองจ้ะ หลอดแอลอีดีเป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว มี 3 สีก็คือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว Hybrid ตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอดแอลอีดีส่งลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆนั่นเอง ในส่วนของ LED TV ก็คือทีวีที่แปลงจากการใช้หลอด ccfl มาเป็นหลอดไฟ แอลอีดี ซึ่งหลอด ccfl ก็คือ LCD TV นั่นเองค่ะ 


ประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีจิ๋วแต่แจ๋ว


มาดูกันที่เรื่องของความสามารถของ LED TV กันบ้างจ้ะ อย่างที่บอกจ้ะว่าทีวีประเภทนี้เป็นโทรทัศน์ที่ใช้หลอดเล็ก แต่คุณภาพคับแก้วในหลายๆแง่ ตัวอย่างเช่น ความสว่าง ระดับ 8 สีสันระดับ 9 ระดับสีดำระดับ 9 อัตราการกินไฟระดับ 10 ความบางระดับ 9 ระดับราคาระดับโลก ก็เลยนับได้ว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าในรุ่น LCD TV ค่ะในเรื่องของความคุ้มราคาแม้ว่าเครื่องจะแพงกว่าแต่โดยรวมแล้วค่าไฟฟ้าในระยะยาวถูกกว่ามากเลยทีเดียวนะจ้ะ ว่ากันว่าประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีอยู่ที่ระดับ 9 เต็ม 10 นั่นเองจ้ะ
คุณลักษณะที่ทำให้หลอดแบบแอลอีดี สามารถให้แสงสว่างได้ดีมากว่า โดยที่ใช้ไฟน้อยกว่านั้นก็คือแอลอีดี เป็นแหล่งเกิดไฟที่มีคุณภาพ รวมทั้งที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กทำให้ LED TV มีความบางมากกว่า TV โดยธรรมดาที่ใช้หลอด ccfl Black Light แม้ราคาของตัวเครื่องทีวีแอลอีดีจะสูงยิ่งกว่าโทรทัศน์ LCD แต่ว่าในเรื่องของอัตราการกินไฟนับได้ว่าถูกกว่ามากๆ โดยเหตุนี้ในระยะยาวถือว่าคุ้มมากเลยทีเดียวล่ะค่ะ
ชนิดของ LED TV

1. EDGE LED เป็นทีวีแอลอีดีประเภทที่วางหลอดแอลอีดีไว้ตามขอบของโทรทัศน์ค่ะ ทั้งในส่วนของขอบบนขอบล่าง ขอบซ้ายขอบขวาของทีวี ซึ่งแสงจากขอบเหล่านี้ก็จะยิงเข้ามากึ่งกลางจอทีวีซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ว่ามีความบางมากกว่า LCD TV โดยทั่วๆไป เนื่องจากว่าหลอดLEDจะอยู่เพียงแค่ด้านข้างค่ะ ส่วนอีกเรื่องก็คือการประหยัดไฟอย่างแน่นอนอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่ว่าจอประเภทนี้ก็จะมีข้อเสียอยู่นิดหน่อยเมื่อเทียบกับLEDแบบแอลอีดี คือไม่อาจจะทำ Local dimming หรือที่เรียกว่าเปิดปิด


 
2. FULL LED ประเภทที่ 2 นี้เราเรียกว่า Full LED ซึ่งจะมีการวางหลอดLEDเป็นแผงอยู่ข้างหลังของจอค่ะ ซึ่งบางโอกาสก็จะเรียกว่า Direct LED ด้วยการที่มีหลอดไฟอยู่ทางข้างหลังเป็นแผงคอยล์ให้กำเนิดแสงสว่างจะมีจุดเด่นของโทรทัศน์ประเภท Full LED อย่างงี้ก็คือสามารถ ทำ Local dimming หรือทำการเปิดปิดหลอดLEDเป็นกลุ่มหรือเฉพาะจุดได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ทางด้านซ้ายเป็นสีดำ ทางด้านขวาเป็นสีขาวหลอดไฟ แอลอีดี แบล็คไลท์บริเวณด้านซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำที่อยู่รอบๆทางซ้ายจอนั้นดำสนิทนั่นเองและก็ในกลุ่มของLEDแบล็คไลท์ทางด้านขวาก็จะเปิดขึ้นเพื่อให้แสงไฟสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวได้จ้ะ มีจุดเด่นก็ควรจะมีข้อด้อยอยู่เช่นเดียวกันค่ะ เป็นเพียงแค่จุดบกพร่องแค่นิดหน่อยแค่นั้นก็คือ ความหนาของตัวเครื่องที่มีมากยิ่งกว่าชนิดแรกนั่นเอง เพราะการที่จะจำเป็นต้องใช้หลอดไฟหลายตัวไว้ข้างหลังของจอภาพทำให้ทีวีทำให้มีความหนามากขึ้นกว่าทีวีธรรมดาจ้ะ




3. RGB LED ทีวีแอลอีดีจำพวกที่ 3 ค่ะจะใช้หลอดไฟแอลอีดีสีแดง เขียว น้ำเงินเป็นแผงอยู่ด้านหลัง นับว่ากลุ่มนี้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ซึ่งลักษณะการทำงานของโทรทัศน์ประเภทนี้ในเรื่องของการให้กำเนิดแสงสว่างก็จะคล้ายกับ โทรทัศน์ชนิด Full LED แต่ว่ามีข้อแตกต่างที่ดีกว่าตรงที่แทนที่จะใช้หลอดแอลอีดีสีเดียว ซึ่งใน Full LED จะใช้สีขาวสำหรับในการให้กำเนิดแสง แต่ว่าสำหรับในกรุ๊ปของ RGB LED นี้จะใช้หลอดแอลอีดี ที่มีแม่สีถึง 3 สีนั้นคือสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินในการให้กำเนิดแสงสว่างแทนนั่นเองซึ่งหลอดไฟฟ้าทั้ง 3 สีนี้เมื่อแยกการทำงานกันอย่างอิสระจะส่งผลทำให้การผลิตสีที่ดีขึ้น เพราะเหตุว่าแสงต้นขั้วออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่ต้นจ้ะ ความถูกต้อง ความคมชัดของสีก็เลยมีมากยิ่งขึ้นทำให้อรรถรสสำหรับการดูทีวีของพวกเรามีมากขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนความสามารในการไล่เฉดสีแล้วก็มิติของภาพดีมากขึ้นตามไปด้วยจ้ะ จากวิธีการดังที่กล่าวมาแล้วนี้แล้ว ก็เลยนับว่าเป็น LED TV ที่ดีที่สุดก็ว่าได้ แล้วก็ด้วยคุณลักษณะที่ดีเยี่ยมพวกนี้ก็ย่อมส่งผลให้ทุนของทีวีจำพวกนี้มีราคาที่ค่อนข้าจะสูงกว่าความสามารถสำหรับในการทำ Local dimming หรือการเปิดปิดไปเป็นกรุ๊ปๆได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้ที่สีดำที่ดำสนิทและคอนทราสที่มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกันกับทีวีประเภทที่ 2 ส่วนข้อบกพร่องของกลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่ค่อนข้างสูงขึ้นยิ่งกว่าตัวอื่นๆนั่นเองล่ะค่ะ




 

loading...